บทที่ 6 ตอนที่ 2 คนที่ตามหา

ตอนที่ 2

คนที่ตามหา

ปึง !

เสียงหนังสือนวนิยายกองใหญ่ถูกวางลงตรงหน้าของผู้อำนวยการ Temerfilm เป็นแถวที่สาม คุณลัคนายืนนับจำนวนหนังสือตามที่เจ้านายสั่งจนครบถ้วนและหันมาแจ้งคนที่นั่งอยู่

“ครบแล้วค่ะผอ.”

“ขอบคุณครับ พวกคุณออกไปได้แล้ว ส่วนคุณลัคอยู่นี่”ชายหนุ่มสั่งเสียงนิ่ง พนักงานทยอยออกไปกันจนหมดเหลือเพียงเจ้าของห้องที่ยังนั่งอยู่และคุณลัคนา เมื่อบรรยากาศในห้องเริ่มเงียบร่างสูงมีกล้ามเนื้อก็ยัดกายตนเองลุกขึ้นเดินมามองกองหนังสือนวนิยายที่วางอยู่บนโต๊ะแก้วเตี้ย ดวงตาคมไล่มองชื่อนามปากกาและชื่อนวนิยายเพียงสายตา ก่อนจะสั่งคุณลัคนานำ

นวนิยายออกมาห้าเล่มภายในสามกองนั้น

แต่ละเล่ม นามปากกาต่างกัน

ประจวบเหมาะกับที่พีรกรเปิดประตูห้องของพี่ชายเข้ามาพอดี “พี่ฮานส์”

เจ้าของห้องมองหน้าคนมาใหม่ เขาปรายตามองเลขาสาว หล่อนรู้ตัวจึงเดินออกไปตามคำสั่งของเจ้านาย พีรกรเดินเข้ามาขมวดคิ้วมองกองนวนิยายตรงหน้าของภัคคินัย

“นี่พี่จะทำอะไรเนี่ย”น้องชายถาม

“นายคิดว่าพี่จะทำอะไร?”

“พี่จะตามหาพี่น่านด้วยวิธีนี้จริง ๆ เหรอ”พีรกรเดินมานั่งที่โซฟาข้าง ๆ ภัคคินัย ส่วนตัวเขาก็ไม่ได้มีปัญหากับวิธีการของพี่ชายหรอก

แต่ทำแบบนี้ไปมันจะได้ผลจริง ๆ อย่างนั้นเหรอ?

“ร้อยเรื่องมันต้องมีสักเรื่องน่ะแหละที่เป็นของเจ้าน่านรัก”

พี่ชายกำลังจะขยับปากพูด แต่น้องชายตัวดีกลับกล่าวขึ้นเสียก่อน ราวกับว่าพี่ชายพูดประโยคนี้มาเป็นร้อยครั้งพันครั้งแล้ว

ใช่ ภัคคินัย พูดแบบนี้มาห้าปีเต็มแล้ว

เพราะเจ้าน่านรักมีอาชีพนักเขียนนวนิยายเป็นอาชีพเสริมตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย นั่นคือสิ่งเดียวที่พี่ชายของเขารู้ในตอนนั้น

“รู้ดี”ภัคคินัยเอ่ยก่อนเปิดอ่านเนื้อหาภายในหนังสือนวนิยาย ซึ่งเป็นหนึ่งในห้าเล่มนั้นโดยที่เขาไม่ได้ตอบกลับอะไรอีก ทำเอาพีรกรถอนหายใจ

เพราะนี่มันไม่ใช่หน้าที่ของฝ่ายควบคุมอย่างภัคคินัย

ฝ่ายจัดหา สร้าง สนับสนุน ละครและซีรี่ย์เป็นของเขาต่างหาก

“ปากก็บอกว่าเกลียดเขา แต่ก็ตามหาเขาอยู่นั่นแหละ พี่นี่เหมือนพระเอกนิยายชะมัด”น้องชายว่าพร้อมหยิบเอานวนิยายนิยายหนึ่งในห้าเล่มออกมาเปิดอ่านเช่นกัน “พี่ไม่ได้รักผู้หญิงคนนั้น”คนโดนกระทบหันขวับมองน้องชาย

“อ๋อ ไม่ได้รักเลย”

“แต่ก็เรียกผมมาช่วยอ่านอยู่เนี่ยนะ”

“นี่ นายไม่รู้สึกรู้สาอะไรบ้างเลยเหรอ ผู้หญิงคนนั้นฆ่าหลานนายนะ”

“รู้สึกสิ แต่พี่อยู่กับพี่น่านตั้งนาน พี่เชื่อจริง ๆ เหรอว่าเธอจะทำแบบนั้นจริง ๆ ”

“พี่ไม่คิดสักนิดเลยเหรอ”

“หมายความว่าไง”คนฟังเริ่มขมวดคิ้ว

“ผมไม่รู้”แต่จู่ ๆ คนที่ทำเหมือนรู้บางอย่างก็ตอบเลี่ยงไป ทำเหมือนไม่รู้ไม่ชี้และไม่มีทีท่าที่จะโกรธเกลียดเหมือนอย่างที่พี่ชายเป็น

“เอาเถอะ ยังไงผมก็จะช่วยพี่ตามหาตัวเธอแล้วกัน แต่พี่อย่าลืมนะ ว่าแม่ไม่เคยชอบ

พี่น่านเลย ไม่ว่าพี่น่านจะทำแบบนี้หรือไม่ก็ตาม ข้อนี้พี่ห้ามลืมเด็ดขาด”

ภัคคินัยมองสายตาของน้องชายที่ส่งมา พีรกรพูดอะไรครึ่ง ๆ กลาง ๆ จนเขารู้สึกหงุดหงิดเล็ก ๆ แต่ใจลึก ๆ เขาก็แอบเชื่อในสิ่งที่น้องชายพูด

รวมถึงเรื่องที่ว่ามารดาไม่เคยชอบเจ้าน่านรักเลยแม้แต่นิดเดียว

แต่หลักฐานในตอนนั้นก็มีน้ำหนักมากพอที่จะทำให้เขาเชื่อมารดามากกว่าที่จะเชื่อเธอ

พีรกรเอนตัวนั่งลงที่โซฟา ในขณะที่พี่ชายกำลังอยู่ในห้วงแห่งความคิดของตนเอง

ใจจริงเขาอยากปล่อยให้พี่ชายได้คิดอีกสักพัก แต่สายตาก็ไปสะดุดกับนามปากกาบนปกหนังสือนวนิยายที่ตนเองกำลังถืออยู่

“น่านนภา...”

....

ในสวนธารรัก สวนพฤกษาซึ่งเป็นที่ดินผืนสุดท้ายในย่านเมืองหลวงของคุณนรงค์ศักดิ์ ผู้เป็นตาของเจ้าน่านรัก สวนนี้เป็นสวนลับที่ไม่มีใครทราบว่า เจ้าของคือใครและก่อนที่ท่านจะเสียชีวิตไป คุณนรงค์ศักดิ์ก็ตั้งใจจะยกที่ดินผืนนี้ไว้ให้หลานสาวอย่างเจ้าน่านรักแต่เพียงผู้เดียว จุดประสงค์ของท่านคือให้ไว้เป็นของขวัญวันเรียนจบของเจ้าน่านรัก ทำให้หญิงสาวได้มีโอกาสทำ ‘คาเฟ่ในสวนธารรัก’

ร้านถูกทำให้เป็นทรงบ้าน มีไม้เป็นโครงทาสีขาวติดกระจกแก้วแบบใสมองเห็นด้านนอกบานใหญ่ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าและติดเพียงรอบนอกที่เป็นส่วนของคาเฟ่นั่งจิบน้ำกินขนม ส่วนจั่วหลังคาเป็นทรงแหลมมน หลังคาเป็นกระเบื้องสีดำ

สำหรับสายชอบนั่งด้านนอก ภายนอกร้านมีโต๊ะให้นั่ง โต๊ะสังสรรค์ในช่วงเย็น และมีพุ่มไม้ทรงสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่เป็นกำแพงปิดมิดไปครึ่งหลัง พร้อมกันนั้นยังมีดอกไม้นานาพันธุ์ถูกปลูกไว้รอบ ๆ ทางเดินเข้าออก ถ้าคนภายนอกเห็นก็จะคิดว่าเป็นแค่บ้านคนหรือสวนดอกไม้เท่านั้น และต้องเดินเข้ามาลึก ๆ ถึงจะเจอกับร้านในสวนธารรัก

ซึ่งร้านนี้ก็เป็นสถานที่ที่เหมาะกับทุกวัยตั้งแต่วัยรุ่นจนถึงรุ่นใหญ่ เพราะนอกจากจะเป็นคาเฟ่นั่งเล่นชิว ๆ แล้วยังเป็นร้านอาหารอยู่ภายใน ไว้ให้ลูกค้าผู้ใหญ่และวัยทำงานได้มานั่งสังสรรค์ พบปะพูดคุยกัน เป็นส่วนที่อยู่ภายใน มีประตูบานใหญ่ให้เปิดเข้าไป เป็นโซนห้องที่ถูกแบ่ง คล้ายห้องคาราโอเกะใหญ่ที่มีโต๊ะอาหารอยู่ภายในเท่านั้น

และอีกหนึ่งสำคัญ สวนธารรัก..เป็นที่มาของชื่อลูกสาวเธอ

แต่ตอนนี้คาเฟ่ในสวนธารรักมันกลับเกิดสถานการณ์ ‘ซบเซา’ ด้วยเพราะราคาวัตถุดิบที่แพงมากขึ้น

“พี่น่านคะ นี่บัญชีร้านเดือนนี้ค่ะ”เส้นด้าย ผู้จัดการร้านวางบัญชีร้านไว้ตรงหน้าของ

เจ้าน่านรักด้วยสีหน้าเครียด ๆ เจ้าน่านรักเห็นสีหน้านั้นแล้วก็เปิดดูเหมือนหญิงสาวรู้อยู่แล้ว ว่าเกิดอะไรขึ้น “ขาดทุนไปเยอะเหมือนกันนะ”

“ใช่ค่ะ ของมันแพงขึ้นอะพี่ พวกหนูก็ช่วยกันปรับเปลี่ยนแล้วแต่มันก็แทบเกินกำลัง

จริง ๆ ค่ะ”เส้นด้ายแจ้งเจ้านายไปตามตรง ส่วนตัวเธอเป็นรุ่นน้องที่มหาวิทยาลัยของหญิงสาว

เธออยู่กับเจ้าน่านรักมาตั้งแต่เปิดร้านใหม่ ๆ รู้ที่ทางและรายละเอียดภายในร้านดี ทำให้เจ้าน่านรักไว้ใจให้ดูแล และเส้นด้ายก็ได้รับหน้าที่อีกอย่างหนึ่งคือ ‘เป็นเจ้าของร้านในนาม’

เธอรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับเจ้าน่านรัก

แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องเดียวที่สาวเจ้าไม่รู้ ไม่รู้ว่าทำไมเจ้าน่านรักถึงได้ทำเช่นนั้น หญิงสาวไม่ได้ถาม เจ้านายก็ไม่ได้บอก เส้นด้ายจึงได้แต่ทำตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายเท่านั้น

“พี่เข้าใจ ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ”

“แต่พี่ไหวแน่นะคะ ช่วงนี้เห็นว่าต้องจ่ายค่าเทอมน้องฮันนี่ด้วยนี่นา”

“ไหว พี่ยังมีอาชีพเสริมอยู่เยอะแยะ”เจ้าน่านรักเอ่ยยิ้ม ๆ ทั้งที่ในใจก็แอบหวั่น ๆ ขึ้นมาแล้ว เพราะต้นฉบับนวนิยายที่ลองส่งไปค่ายทำละครนั้นก็ยังต้องรอการคอนเฟิร์ม ไม่รู้ว่าจะได้หรือเปล่าด้วย

ถึงมันจะขายดีก็เถอะ แต่มันก็ไม่ได้พอที่จะเอามาหมุนได้นี่นา

....

“งั้นพี่ว่าน้องน่านลองทำกับข้าวขายดูดีไหม”เมื่อกลับถึงบ้าน พี่แจ่มที่มาคุยเล่นกับ

เจ้าน่านรักทุกวันก็เอ่ยขึ้นอย่างจริงจัง

“แต่..”แต่เจ้าน่านรักก็ยังเกิดความลังเลอยู่ แม้เธอจะเห็นด้วยกับพี่แจ่ม แต่เธอไม่อยากให้ใครมาเห็นที่พักอาศัยของเธอ เพราะมันไม่เป็นส่วนตัวและ ‘กลัว’ ว่าจะมีคนตามหาตัวเธอเจอ

แม้วันเวลามันจะผ่านมานานแล้วก็ตาม

“ทำแค่หมูทอดสูตรเด็ดของน้องน่านก็ได้นะ พี่ว่าอร่อย ลูกค้าติดชัวร์”

“มาขายหน้าบ้านพี่ก็ได้ เดี๋ยวพี่ให้เด็กช่วยขาย”

“โหพี่แจ่ม น่านไม่รบกวนพี่แจ่มขนาดนั้นหรอกค่ะ ขอบคุณนะคะ”น้ำใจของพี่แจ่มทำเอาเธอต้องยกมือไหว้ เธอรบกวนคนตรงหน้านี้มามากแล้ว เธอไม่อยากจะรบกวนไปมากกว่านี้แล้ว เอาไว้เธอขอคิดหาวิธีเองก่อนว่าจะทำยังไงดี เพราะถ้ายิ่งซื้อของมาทำตอนนี้ มันจะยิ่งแย่ ลูกน้องของเธอแม้มีไม่กี่คนแต่เงินเดือนของพวกเขาก็ถือเป็นรายจ่ายที่เยอะพอสมควร

“สงสัยเราต้องเข้าไปทำอาหารเองแล้วมั้งเนี่ย”

....

“อะไรนะคะ พี่น่านจะเข้ามาทำอาหารแทนเชฟเหรอคะ”เส้นด้ายถึงกับไม่เชื่อหู เมื่อได้ยินเจ้านายคนสวยเอ่ยกับเธอว่า จะเข้ามารับบทแม่ครัวเอง

แม้ว่าพ่อครัวแม่ครัวจะถูกจ้างแบบพาร์ทไทม์ รายได้ไม่ได้สูงมาก แต่พอรวม ๆ กันก็ถือว่ามากอยู่ ส่วนตัวเจ้าน่านรัก นอกจากเขียนนวนิยายและทำชีทสรุปในวิชาที่เธอเคยร่ำเรียนมาแล้ว ตอนนี้ก็ไม่ได้ทำอะไรเลย การที่เจ้าของร้านเข้ามาช่วยที่ร้านแบบเต็มรูปแบบเพื่อลดค่าใช้จ่ายก็ถือว่าดีแล้วไม่ใช่หรือไง?

“ใช่ ด้ายตกใจอะไรเนี่ย หรือว่ากลัวพี่ทำอาหารไม่อร่อย?”

“ใครจะไปกล้าคิดแบบนั้นล่ะคะ พี่เป็นเจ้านายนะ อีกอย่างพี่น่านก็ทำอาหารอร่อยด้วย ด้ายแค่ตกใจที่อยู่ ๆ พี่ก็ออกมาทำงานด้านนอกแบบนี้”

“ขนาดไปรับไปส่งน้องฮันนี่ ยังยากเลยอะ”

“จริงสิ พี่ไม่ค่อยได้ออกไปไหนมาห้าปีแล้ว..”เจ้าน่านรักพูดกับตนเองเบา ๆ ทำให้เส้นด้ายรู้ได้ทันทีว่าตนเองไปสะกิดต่อมอะไรบางอย่างของเจ้าน่านรักเข้าแล้ว

“เฮ้ย..พี่น่าน ด้ายขอโทษ”รุ่นน้องนั่งลงข้าง ๆ คนที่เหม่อลอย

“ขอโทษเรื่องอะไร ด้ายไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย”เจ้าน่านรักเปลี่ยนเป็นยิ้ม เธอวางมือลงบนหัวของเส้นด้ายและลูบไปด้วยความเอ็นดู

“เอาเป็นว่าพี่จะเข้ามาจัดการตรงนี้เอง ด้ายกับน้อง ๆ ก็ทำหน้าที่ของตัวเองไปนะ แต่ถ้ามันยื้อไว้ไม่ไหวก็ให้น้อง ๆ เขามาบอกพี่ พี่จะจ่ายเงินล่วงเวลาให้ตามสัญญา”คำพูดอันหนักแน่นของรุ่นพี่สาวทำเอาเส้นด้ายใจอ่อนยวบ หญิงสาวคว้ามือแม่หม้ายลูกหนึ่งมาจับไว้ก่อนจะตีมือ

เบา ๆ เป็นการให้กำลังใจ

“มาขนาดนี้แล้วอะ น้องมันอยู่ช่วยอยู่แล้วแหละ ด้ายก็จะอยู่ช่วยพี่เอง”

“ส่วนตัวด้ายมีอย่างอื่นให้ทำเป็นรายได้เสริมอยู่นะ ไม่ต้องห่วงหรอก”

“ขอบใจนะด้าย”

ทั้งสองคนไม่พูดอะไรอีก พวกเธอเพียงแต่ยิ้มให้กันเท่านั้น หลังจากนั้นเจ้าน่านรักก็เดินเข้าไปในครัว เธอนิ่งคิดอยู่นานก็ตัดสินใจได้ “รับทำข้าวกล่องกับจัดส่งถึงบ้านด้วยดีกว่า”

“แต่ร้านต้องลดเมนูลงหน่อย จะได้ลดค่าวัตถุดิบลงด้วย”

หญิงสาวเดินไปเปิดตู้เย็นสำหรับแช่แข็งดู นิ่งอยู่พักหนึ่งพนักงานก็เดินเข้ามาแจ้ง

ออเดอร์สำหรับห้าคนขึ้นไป ทำให้เจ้าน่านรักต้องรีบลงมือทำโดยใช้สูตรของเธอทั้งหมด จนเสร็จครบทุกออเดอร์จึงให้ลูกน้องยกออกไป

“พี่น่านคะ”สักครู่พนักงานคนเดิมก็เข้ามา

“ว่าไงเดือน”

“ลูกค้าบอกว่าอยากคุยกับแม่ครัวหน่อยอะค่ะ เขาบอกว่าทำอาหารอร่อยมากเลยอยากคุยด้วย”

“ห้ะ?” มาวันแรกก็โดนซะแล้ว เธอคิดในใจ

ด้วยวิสัยของเธอที่ไม่ชอบออกไปให้ใครเห็นหน้า ทำให้เจ้าน่านรักลังเลอยู่นานจนกระทั่งมีพนักงานอีกคนเดินเข้ามาตาม เธอจึงตัดสินใจใส่หน้ากากและอะไรต่าง ๆ นานาที่สามารถปกปิดใบหน้าของเธอได้

“แม่ครัวมาแล้วค่ะ”เด็กของเธอเอ่ยบอกกับลูกค้าและเดินออกไป ลูกค้าที่กำลังนั่งคุยกันอยู่หันหน้ามามองคนที่เดินเข้ามาใหม่

และมันก็เป็นสิ่งที่เธอคาดไม่ถึง เธอจำใครบางคนที่อยู่ในโต๊ะนั้นได้

ภัคคินัยและพีรกร

“สวัสดีค่ะเชฟ อาหารอร่อยมากเลย ไปเรียนมาจากไหนคะเนี่ย”

ผู้ใหญ่วัยสี่สิบหกปีเอ่ยทักทายอย่างเป็นมิตร

“เอ่อ..เป็นสูตรเฉพาะน่ะค่ะ”หญิงสาวทำเสียงเข้ม ๆ ไว้ให้ภัคคินัยไม่คุ้นหู แต่เธอก็ต้องประหม่ามากขึ้นเมื่อโดนภัคคินัยมองอยู่ไม่วางตา ทำเอาเธอเหงื่อตกจนไม่รู้จะตกอย่างไรแล้ว!

“ตายจริง จากประสบการณ์เลยหรือคะ เก่งมากเลย”

“แล้วทางร้านรับทำข้าวกล่องไหมคะ พอดีฉันกำลังหาร้านอาหารที่ทำอาหารอร่อย ๆ แบบนี้ไปเลี้ยงสัมนาที่บริษัทน่ะค่ะ เอ หรือฉันต้องถามผู้จัดการ”

“รับค่ะรับ!”พอเงินมาวางตรงหน้าในตอนที่กำลังแย่แบบนี้ทำให้เจ้าน่านรักเผลอดีใจจนเผลอหลุดเสียงปกติออกมา แต่โชคดีที่ภัคคินัยไม่ได้มีท่าทีอะไร

เขาน่าจะจำเราไม่ได้ เธอคิดในใจพลางโล่งไป จึงได้ให้เบอร์ร้านกับคุณหญิงลูกค้าคนพิเศษไว้ เพราะถ้าได้ลูกค้าเจ้าใหญ่แล้วต่อไปก็คงจะสบายบรื๋อแน่นอน

มั้งนะ...

“แม่ครัวทำอาหารอร่อยแบบนี้ไม่น่าเชื่อนะคะว่าจะไม่ได้เรียนสายนี้มาโดยตรง แถมราคาก็ดีด้วย”

“เออ..แล้วดิฉันและหุ้นส่วนทั้งที่มานั่งอยู่ตรงนี้และไม่ได้มาก็หวังว่า คุณภัค คุณพีและคุณภาจะทำมันออกมาได้ดีเหมือนละครและซีรี่ย์เรื่องก่อน ๆ เช่นเคยนะคะ รอบนี้ดิฉันกับหุ้นส่วนคนอื่น ๆ ก็ลงทุนกันไปหลายล้าน”มาดามหุ้นส่วนหันมาบอกหลังจากที่คุยธุระกับแม่ครัวเสร็จแล้ว แต่ผู้อำนวยการกลับไม่พูดตอบรับคำใด ๆ เขาเงียบไปจนทั้งโต๊ะได้แต่มองหน้ากัน

พีรกรจึงเป็นคนแตะสะกิดพี่ชายอีกที

“พี่ฮานส์”น้องชายกระซิบ คนพี่จึงรู้ตัวกระแอมไอขึ้น

“เอ่อ! ครับ ผมและน้อง ๆ จะไม่ทำให้ผิดหวังแน่ครับ”

....

“ทำไมตอนอยู่ในร้านอาหารพี่เงียบไปล่ะ เป็นอะไรเหรอครับ?”

พอกลับจากการรับประทานอาหารเที่ยงแล้ว สองพี่น้องตระกูลโสภณเตมิรักษ์ก็กลับมาทำงานตามปกติ แต่พี่ชายคนโตนี่สิ ทำเอาน้องสองคนที่นั่งอยู่ในห้องประชุมของผู้บริหารต่างมองหน้ากัน แถมขมวดคิ้วตามพี่ชายของพวกเขาไปด้วย

“นี่พี่ฮัน มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย”พรภิภาดึงแขนพีรกรออกมา เธอกระซิบข้างหูพี่ชายเพราะตอนนี้เธอเป็นคนเดียวที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ทานข้าวเที่ยง

เธอเข้ามาเพราะภัคคินัยเรียกประชุมเรื่องงบประมาณกับเธอและการจัดสร้างสนับสนุนกับพี่ชายคนกลางตามลำพังสามพี่น้อง แต่ตอนนี้เธอนี่แหละที่ต้องเป็นคนสับสนกับทุก ๆ อย่าง อยู่ ๆ พี่ชายคนโตก็เอาแต่เงียบ หน้าเครียดอย่างกับทำธุรกิจแล้วขาดทุน หรือหุ้นตกอะไรแบบนั้น

“พี่ก็ไม่รู้ ถ้ารู้แล้วจะถามขึ้นมาเหรอ”พีรกรตอบกลับ

“พี่ฮานส์?”ครั้งนี้พรภิภาเป็นคนเรียก แต่ภัคคินัยก็ยังคงเงียบ

“หรือเราควรพาพี่ฮานส์ไปรดน้ำมนต์”

“เพ้อเจ้อแล้วแอน”

“งั้นพูดพร้อมกันนะ”พีรกรเอ่ยบอกกับน้องสาว พรภิภาพยักหน้ารับและสูดลมหายใจเข้า ทั้งสองพี่น้องตะโกนเรียกชื่อของพี่ชายคนโตพร้อมกันทันที

“พี่ฮานส์!!”

“เฮ้ย! อะไร?! ตกใจหมด”และมันได้ผล ภัคคินัยสะดุ้ง เขาหลุดออกจากภวังค์ความคิดของตนเองพร้อมกับหันมาหาน้องชายคนกลางและน้องสาวคนเล็ก

“ก็พี่ไม่ตอบอะ”พรภิภานั่งลงที่เดิม

“เมื่อกี้ถามว่าอะไร?”

“ผมถามว่า ทำไมตอนอยู่ร้านอาหารพี่ถึงเงียบไป เป็นอะไร”พีรกรทวนคำถาม

“ฮัน นายคุ้น ๆ รสชาติหมูทอดนั่นไหม”แต่พี่ชายกลับถามเขากลับเสียอย่างนั้น

อะไรกันนี่ ได้ฟังคำถามของเขาสักนิดไหม “รสชาติหมูทอด?”

“ก็..รสชาติปกติดีนะพี่ ไม่เห็นจะคุ้นอะไรเลย”

“แต่พี่ว่ามันคุ้น ๆ เหมือน..”

“เหมือน?”

“เดี๋ยวนะ นี่พวกพี่พูดอะไรกันเนี่ย ให้แอนรู้ด้วยสิ พูดอะไรกัน”พรภิภาสวนขึ้นมาก่อนที่คำตอบจะผุดขึ้นมาในหัวของภัคคินัย เขาชะงักแค่เสี้ยววินาทีก่อนหันกลับมาคุยเรื่องงานต่อ

“ผมไม่ได้จะว่าอะไรหรอกนะ แต่พี่เรียกนักเขียนมาสี่คนแล้ว เราทำสัญญาซื้อลิขสิทธิ์กับพวกเขาไปทั้งสี่คน พี่ยังจะเรียกคนที่ห้ามาอีกเหรอ”พีรกรวางสัญญาทั้งสี่ฉบับให้เขาดูเป็นขวัญตา “ปีนี้ทั้งปีเราถ่ายละครกันไม่หวาดไม่ไหวแล้ว”

“จริงค่ะ แอนเห็นด้วยนะ เห็นเม็ดเงินเข้า ๆ ออก ๆ แอนแทบเวียนหัว”น้องสาวผู้บริหารฝ่ายการเงินของบริษัทถึงกับนั่งกุมขมับ

“เรียกคนที่ห้ามา”

แต่พี่ชายก็ยังยืนยันอยู่แค่คำเดิม หลังจากที่พีรกรบอกว่าสนใจนวนิยายเรื่องหนึ่งที่มีชื่อว่า ‘และแล้วเราก็ได้รักกัน’ นามปากกา ‘น่านนภา’ แล้วมันก็ทำให้เขารู้สึกเอะใจอะไรบางอย่าง เหมือนลาง ๆ ว่าเคยเห็นที่ไหน

แต่สุดท้ายก็นึกอะไรไม่ออก เขาจึงตัดสินใจจะซื้อลิขสิทธิ์ทั้งห้าเรื่อง

โดยมีข้อแม้ว่านักเขียนจะต้องเดินทางมาเซ็นสัญญาที่บริษัท

เมื่อถึงขั้นตอนที่ต้องทำสัญญาซื้อขายกับนักเขียน สำหรับบริษัท Temerfilm ทางฝ่ายจัดหาของพีรกร สามารถส่งทีมไปคุยกับนักเขียนนอกสถานที่ได้ ไม่จำเป็นต้องเข้ามาที่บริษัท

แต่ถึงจะเข้ามาเซ็นในบริษัทก็จะไม่มีทางได้เห็นหน้าหรือได้คุยกับผู้บริหารโดยตรงแน่ ๆ

แต่คราวนี้ผู้อำนวยการสั่งมาเองอย่างนี้แล้ว ถึงน้องร่วมสายเลือดจะพากันเอ่ยห้ามยังไงก็ขัดความคิดของพี่ชายคนโตไม่ได้ พวกเขาต้องยอมเท่านั้น การประชุมนี้จึงจะสิ้นสุดลง เพราะภัคคินัยพูดแค่เพียงคำว่า ‘เรียกมา’ เท่านั้น

“เดี๋ยว ๆ พี่ฮัน นี่มันเรื่องอะไรกัน แอนฟังมาตั้งแต่อยู่ในห้องประชุมละ ตอนที่แอนไม่อยู่มันมีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า”หลังจากที่เดินออกมา พรภิภาก็เดินตามพีรกรที่ก้าวขายาว ๆ นั้น

ไว ๆ เพื่อที่จะกลับเข้าห้องของตนเอง

ร่างสูงราวกับนายแบบหยุดเดินอัตโนมัติก่อนหันใบหน้าลูกเสี้ยวกลับมาหาน้องสาว

เขาเองก็ลืมไป ว่าตอนเกิดเรื่องพรภิภาไม่ได้อยู่ด้วย เพราะน้องสาวไปเรียนไฮสคูลอยู่ที่อังกฤษ พอกลับมาก็เห็นแค่ว่าภัคคินัยนั้นเปลี่ยนไปจากเดิมแล้ว

“พี่ไม่รู้จะบอกแอนยังไง”

“ก็แค่พูดออกมาเองอะ มันยากตรงไหน”

“ยากสิ เพราะเรื่องนี้ เป็นเรื่องเดียวที่ให้แม่รู้ไม่ได้”

สองพี่น้องมองหน้ากัน พรภิภามองหน้าพี่ชายคนกลางพลางใช้ความคิดไปด้วย สุดท้ายเธอก็ถอนหายใจออกมาอย่างยอมแพ้ “เอาเถอะ ถ้าพร้อมบอกแอนกันเมื่อไรก็บอกด้วยแล้วกัน”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป